Office Syndrome เป็นคำที่ใช้กันทั่วไปเพื่ออธิบายอาการปวดหรือตึงจากการทำงาน โดยเฉพาะคอ บ่า ไหล่ สะบัก และหลังส่วนบน แต่ไม่ใช่ชื่อโรคเดียว อาการคล้ายกันอาจเกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อ ข้อต่อ เส้นประสาท ภาระงาน การพัก และปัจจัยสุขภาพอื่น จึงไม่ควรวินิจฉัยจากตำแหน่งปวดเพียงอย่างเดียว
เป้าหมายของกายภาพบำบัดไม่ใช่การใช้เครื่องมือชนิดเดียวกับทุกคน แต่เป็นการคัดกรองอาการ ประเมินการเคลื่อนไหวและความทนทาน แล้วเลือกวิธีดูแลที่สอดคล้องกับงานและกิจวัตรของแต่ละคน
อาการที่พบบ่อย
อาการมักสัมพันธ์กับการนั่งหรือใช้แขนท่าเดิมนาน และอาจดีขึ้นเมื่อได้ขยับหรือพัก แต่รูปแบบอาการของแต่ละคนแตกต่างกัน
- ตึงหรือปวดคอ บ่า ไหล่ และสะบัก
- ปวดช่วงปลายวันหรือหลังทำงานต่อเนื่อง
- หันคอหรือยกแขนแล้วรู้สึกติดขัด
- บางคนอาจมีอาการร้าวหรือชาซึ่งควรประเมินระบบประสาทร่วมด้วย
การประเมินควรดูมากกว่าท่าทาง
นักกายภาพบำบัดอาจซักประวัติภาระงาน การนอน ความเครียด กิจกรรมที่กระตุ้นอาการ และตรวจช่วงการเคลื่อนไหว แรงกล้ามเนื้อ การควบคุมสะบัก รวมถึงอาการทางระบบประสาทเมื่อมีข้อบ่งชี้
แนวทางดูแลที่ใช้ร่วมกันได้
หลักสำคัญคือเพิ่มการเคลื่อนไหวระหว่างวัน ปรับตำแหน่งอุปกรณ์ให้ทำงานได้สะดวก และค่อย ๆ เพิ่มความทนทานของกล้ามเนื้อ เครื่องมือหรือเทคนิคด้วยมืออาจใช้เป็นส่วนเสริมเมื่อผลประเมินบ่งชี้ ไม่ใช่ตัวแทนของการออกกำลังกายและการปรับพฤติกรรม
- เปลี่ยนอิริยาบถก่อนเริ่มล้าหรือปวดมาก
- ปรับจอ เมาส์ คีย์บอร์ด และเก้าอี้ให้เหมาะกับงาน
- ฝึกกล้ามเนื้อคอ สะบัก หลัง และลำตัวตามระดับที่ทำได้
- ติดตามว่าสามารถกลับไปทำงานและกิจกรรมได้นานขึ้นหรือไม่
เมื่อไรไม่ควรสรุปว่าเป็น Office Syndrome
หากมีอ่อนแรงเพิ่มขึ้น ชาหรือร้าวต่อเนื่อง เดินเซ การใช้มือเปลี่ยนไปหลังอุบัติเหตุ มีไข้ร่วมกับอาการผิดปกติ หรือปวดรุนแรงที่ไม่สัมพันธ์กับการใช้งาน ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติมโดยบุคลากรสุขภาพ




